องคมนตรี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย

เราต้องมีศรัทธาความเชื่อก่อน เริ่มต้นต้องคิดให้เป็นก่อน เมื่อเข้าใจแก่นแท้ของความพอเพียง แต่ละคนจะสามารถนำไปปรับใช้ได้เอง อยู่ที่ว่า แต่ละคนนำไปใช้อย่างไร ปรัชญาพอเพียงสอนให้เรา พึ่งตนเองให้ได้ก่อน ไม่รอความช่วยเหลือ มีเหตุมีผลในการมีสติว่าเราทำอะไรอยู่

กล่าวถึงเศรษฐกิจพอเพียง

องคมนตรี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย ได้กล่าวปาฐกถาเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียงกับการจัดการศึกษาของชาติ” ในงานประชุมมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาประเทศตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ดังนี้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานไว้ตั้งแต่ปี 2542 คิดว่าคนส่วนใหญ่รู้จักและได้นำไปใช้อยู่แล้ว จึงขอนำเรื่องการนำไปใช้ในแวดวงการศึกษาไทยมากล่าว ซึ่งปรัชญานี้เป็นหลักคิดและแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อสร้างความเข้มแข็งรอบด้านและเป็นภูมิคุ้มกันเยาวชนไทย “ภูมิคุ้มกัน” เป็นภาษาทางการแพทย์ คือภูมิคุ้มกันต่อโรคภัยไข้เจ็บ เช่น เราสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้จากการฉีดวัคซีนป้องกัน เพื่อให้เมื่อเวลาถูกเชื้อโรคแล้วจะได้ไม่เป็นโรคหรือเป็นก็ไม่รุนแรง แต่ถ้าเราไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคใดโรคหนึ่ง สุขภาพอ่อนแอ เราก็จะเป็นโรคนั้นร้ายแรงมาก ในทางสังคม ภูมิคุ้มกันคือความเข้มแข็งที่จะรับมือกับผลกระทบทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวคิดและแนวปฏิบัติเพื่อให้คนไทยเข้มแข็งรอบด้าน และรับสั่งว่านำไปใช้ได้กับนักเรียน นักศึกษา ครูบาอาจารย์ ผู้บริหารสถานศึกษา ตลอดถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ครอบครัวครู นักเรียน สถานศึกษาต่างๆ ชุมชนและประเทศชาติ ก็สามารถใช้ได้ “เป้าหมายเพื่อเกิดความสมดุล และหากมีการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกภายในมากระทบต่อเด็กหรือครอบครัว จะได้สามารถรับมือได้ โรงเรียนก็ไม่ซวนเซ เช่นกรณีน้ำท่วม 3 เดือนบางโรงเรียนแย่เลย พอน้ำลดไม่รู้จะทำอย่างไร แต่โรงเรียนที่เข้มแข็งมีภูมิคุ้มกัน สามารถฟื้นได้เร็ว เช่นเดียวกับครอบครัวครูเมื่อโดนน้ำท่วมแล้วนำปรัชญานี้ไปใช้ มีภูมิป้องกัน 4 ด้านก็เข้มแข็งและฟื้นได้เร็ว แต่ครูที่ไม่อีนังขังขอบเรื่องเหล่านี้เป็นหนี้เป็นสินรุนรัง ทะเลาะเบาะแว้งกัน”ปรัชญานี้เนื้อหาไม่ยาก และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี) ได้แปลหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นภาษาอังกฤษ เอาแนวคิดและตัวอย่างในประเทศไทยที่ประสบความสำเร็จ แปลเป็นภาษาอังกฤษเผยแพร่ใน 166 ประเทศ คนแทบทุกทวีปต่างตื่นเต้นกับปรัชญานี้มาก เพราะวิกฤตของมนุษย์วันนี้และวันหน้ามันเยอะแยะ ถ้ายังดันทุรังใช้วัตถุนิยมบริโภคนิยมและทุนนิยมสามานย์ นั่นคือทุนนิยมบวกคอรัปชั่น อาจจะลงเหวมากขึ้น ฉะนั้นต้องรีบถอนตัวขึ้นมาจากกาจมปลัก ปลักที่ว่าคือการบริโภคนิยมและวัตถุนิยมอย่างไม่ลืมหูลืมตา ปรัชญานี้ได้รับการวิเคราะห์ โต้เถียง ทดสอบ และนำไปใช้ในหลาย ๆ สิ่งสำคัญมากคือเรื่องการกำหนดให้ยึด “ทางสายกลาง” ซึ่งท่านพุทธทาสภิกขุทรงใช้คำง่ายๆ คือ “ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน” ถ้าใครใช้แล้วจะสามารถรับมือกับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงทั้งตนเองและผู้อื่นได้ และสามารถก้าวทันโลกด้วย แม้จะมีคนเข้าใจผิดว่าการใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะจนดักดาน ไม่มีโอกาสรวย ไม่มีโอกาสเก่ง จริงๆแล้วปรัชญานี้สร้างความเข้มแข็ง และเมื่อพูดถึงเศรษฐกิจ ก็รวมถึงความสามารถแข่งขันให้ทันโลก องค์ประกอบที่ครบถ้วนของความพอเพียงมี 3 อย่าง ถ้าไปศึกษาพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้ ขอนำมาขยายใจความให้นักเรียน ครูหรือผู้บริหารโรงเรียนได้เข้าใจง่ายขึ้น

เกี่ยวกับบุคคลตัวอย่าง

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ,ประธานคณะกรรมการมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยศิลปากร ในอดีตได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เริ่มดำรงตำแหน่งองคมนตรีเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ในพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร