เกี่ยวกับ

นับแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการรับรู้อย่างกว้างขวางของประชาชนชาวไทยเป็นครั้งแรกภายหลังจากที่ประเทศไทยประสบวิกฤตทางเศรษฐกิจครั้งที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศนับตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 หลังจากนั้นก็ยังได้ทรงมีพระราชดำรัสในเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง จนวิกฤตดังกล่าวบรรเทาเบาบางลงไปได้มีภาคส่วนต่างๆ ในสังคมไทยเป็นจำนวนมากพยายามดำเนินการในรูปแบบต่างๆ ที่จะช่วยให้มีการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้นำไปสู่การปฏิบัติอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง

ในภาควิชาการเอง ได้มีความพยายามในการวิจัยและรวบรวมข้อมูล องค์ความรู้ ทั้งในส่วนที่เป็นหลักการ กรณีศึกษา และตัวอย่างการปฏิบัติในภาคส่วนต่างๆ ทั้งระดับปัจเจก ครอบครัว องค์กร ชุมชน มีการพัฒนาชุดโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง มาตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2545 ด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างภาคีต่างๆ เป็นจำนวนมาก อาทิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมากพระราชดำริ (กปร.) หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล และเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา คณะบริหารศาสตร์ทั่วประเทศ และสถาบันไทยพัฒน์ เป็นต้น สามารถสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับแนวคิดและเครื่องมือในการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ปฏิบัติได้จริงในวงการต่างๆ โดยเฉพาะในภาคเอกชนและวิสาหกิจชุมชน พร้อมไปกับการสร้างเครือข่ายนักวิจัย-นักวิชาการทั้งในและต่างประเทศที่ร่วมกันขับเคลื่อนด้วยการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติ กล่าวได้ว่ากระบวนการทำวิจัยหลายโครงการได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนและน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในภาคส่วนต่างๆ อย่างแพร่หลาย

ในโอกาสที่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงได้ดำเนินมาสู่การครบรอบ 2 ทศวรรษ ในปี พ.ศ. 2560 ภาคีเครือข่ายนักวิชาการซึ่งนำโดย ศ.ดร.อภิชัย พันธเสน และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการสานต่อการขับเคลื่อนใน 2 ทศวรรษที่ผ่านมา จึงเห็นควรให้จัดทำเวทีอิเล็กทรอนิกส์เพื่อขับเคลื่อนปฏิบัติการเศรษฐกิจพอเพียง (e-Platform for Sufficiency Economy in Action) ให้เป็นแหล่งรวบรวมปฏิบัติการเศรษฐกิจพอเพียง (ความคิด/การทดลอง/งาน/โครงการ/งานวิจัย) หรือแหล่งเรียนรู้จากบุคลากร ผลงานวิชาการ ตำรา เครื่องมือ และผลสำเร็จจากการนำไปใช้ปฏิบัติที่มีอยู่มากมายหลายหน่วยงานที่เป็นเจ้าของทั้งที่เป็นข้อมูลทางคอมพิวเตอร์และที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ เพื่อให้ที่ผู้สนใจที่ต้องการจะใช้ประโยชน์ข้อมูลลักษณะดังกล่าวได้ทั้งระดับชุมชนและระดับนักวิชาการ และรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในทศวรรษต่อไป

1) เพื่อพัฒนาระบบงานทางคอมพิวเตอร์ที่เป็นฐานข้อมูลที่เรียกว่าเวทีอิเล็กทรอนิกส์เพื่อขับเคลื่อนปฏิบัติการเศรษฐกิจพอเพียง (e-Platform for Sufficiency Economy in Action) ที่ผู้ใช้ประโยชน์ทั้งระดับชุมชนและระดับนักวิชาการสามารถเข้าถึงได้ง่าย และมีความยืดหยุ่นสามารถปรับปรุงพัฒนาได้ในอนาคตทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

2) เผยแพร่องค์ความรู้ที่ได้จากการสังเคราะห์โครงการ งานวิจัยที่ผ่านมา เพื่อใช้ในการวางนโยบาย แผนและการปฏิบัติเพื่อยกระดับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง

3) เพื่อควบคุมดูแลระบบฐานข้อมูลดังกล่าว (e-Platform Database) และนำเข้าปฏิบัติการเศรษฐกิจพอเพียง (งาน/โครงการ/งานวิจัย) หรือแหล่งเรียนรู้จากบุคลากร ผลงานวิชาการ ตำรา เครื่องมือ และผลสำเร็จจากการนำไปใช้ปฏิบัติที่ได้รับการตรวจสอบจากผู้กำกับเวทีแล้ว เพื่อให้เวทีอิเล็กทรอนิกส์มีการเคลื่อนไหวเป็นปัจจุบันตลอดเวลา พร้อมรายงานความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนปฏิบัติการเศรษฐกิจพอเพียงที่ได้จากข้อมูลที่ปรากฏในเวทีอิเล็กทรอนิกส์เป็นระยะๆ

เป็นที่ทราบกันดีว่าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น เป็นปรัชญาที่ชี้ถึงแนวทางการดำรงและปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน ถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งการพัฒนาประเทศโดยแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงนี้ มิได้มีแบบอย่างตายตัวตามตำรา หากแต่ต้องเป็นไปตามสภาพภูมิประเทศทางภูมิศาสตร์ สังคมวิทยา วัฒนธรรมชุมชน ที่มีความหลากหลาย ในขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตามอิทธิพลของกระแสโลกาภิวัตน์ ควบคู่ไปกับการพยายามหาแนวทางหรือวิธีการที่จะดำรงชีวิตตามหลักการพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นรากฐานที่มั่นคงในการดำรงชีวิตทางเศรษฐกิจของประชาชนและของประเทศ ให้ดำเนินไปได้อย่างสมดุลและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในยุคโลกาภิวัตน์ โดยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปัจจัยที่ช่วยให้มีการสร้างภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบที่ชุมชนและประเทศที่อาจจะได้รับ พร้อมทั้งช่วยปรับเปลี่ยนแนวคิดและทัศนคติที่สามารถช่วยให้ทุกคนมีความสุข ด้วยความเป็นอยู่อย่างพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อ หรืออาจจะฟุ้งเฟ้อได้ตามอัตภาพ ถ้าสามารถหาได้มาด้วยความซื่อสัตย์สุจริตไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น สามารถรู้เท่าทันกระแสโลกาภิวัตน์ขณะเดียวกันก็ปรับเปลี่ยนตัวเองให้ได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น โดยไม่ทำลายเอกลักษณ์และวัฒนธรรมที่ดีที่มีอยู่ในสังคมไทยให้คงอยู่ต่อไป

เนื่องจากงานวิจัยเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงได้มีการดำเนินงานโดยหลายองค์กรและหลายหน่วยงานมาในระดับหนึ่งแล้วและได้ความรู้ตลอดจนประสบการณ์ และปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงที่สำคัญในอดีตที่ผ่านมา คือ ภาคการเมืองของประเทศ ซึ่งถูกครอบงำด้วยทุนนิยมและเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ ทำให้ฝ่ายการเมืองของไทยไม่สนใจที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งก็เป็นปัญหาทั่วโลกมิได้เป็นลักษณะเฉพาะของประเทศไทย แต่ที่เป็นปัญหามากในประเทศไทยเพราะการพัฒนาที่ผ่านมาในอดีตได้ก่อให้เกิดปัญหาช่องว่างทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความรู้เป็นอย่างมาก ระหว่างชนชั้นนำและประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ทำให้นักการเมืองหาผลประโยชน์จากช่องว่างดังกล่าวด้วยการดำเนินนโยบายที่ไม่สุจริตพร้อมกับใช้นโยบายประชานิยม เพื่อให้ได้การสนับสนุนจากคนส่วนใหญ่ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่มิได้แก้ปัญหาระยะยาวซึ่งเป็นการสวนทางกับเศรษฐกิจพอเพียง

ในงานวิจัยที่ผ่านมาได้พบว่าธุรกิจการเมืองนั้นได้รับการสนับสนุนโดยธุรกิจที่มุ่งหวังกำไรระยะสั้นหรือที่เรียกว่าธุรกิจตามปกติ (Business as usual) และการเมืองส่วนท้องถิ่น และเมื่อมีอำนาจทางการเมืองก็สามารถครอบงำระบบราชการได้ค่อนข้างจะเต็มรูปแบบ แต่ในขณะเดียวกันงานวิจัยที่ผ่านมาก็พบว่าขณะนี้ภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมได้มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงไปมากพอสมควร โดยเฉพาะภาคธุรกิจเพราะการใช้เศรษฐกิจพอเพียงสอดคล้องกับวิธีการดำเนินธุรกิจในระยะยาว การเป็นองค์กรแห่งความสุข และสามารถเป็นธุรกิจที่อาจสร้างประโยชน์สุขได้ตามลำดับ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจดำเนินการไปได้ดีพอสมควร ขณะที่ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมก็ได้ตระหนักว่าการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงทำให้ความเป็นอยู่ของเขามั่นคงและมีความสุข จึงเกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในหมู่ประชาชนและชุมชนที่มองหาทางเลือกในการดำเนินชีวิตและเข้าใจความหมายของการมีชีวิตที่ดี แต่อุปสรรคที่สำคัญอยู่ที่การเมืองท้องถิ่นในหลายพื้นที่ที่ยังไม่เชื่อมต่อกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในภาคประชาสังคมและชุมชนในพื้นที่ ในส่วนที่ค่อนข้างมากของประเทศไทย จึงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญสูงสุดในแง่ของยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนในขณะนี้ ติดตามมาด้วยภาคราชการซึ่งต้องการขับเคลื่อนเช่นกัน และที่สำคัญที่สุดผู้ปฏิบัติงานในระดับสูงของหน่วยงานจะต้องมีความเชื่อมั่นและเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงภายในหน่วยงานของตนเอง ดังนั้นถ้าจะให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในภาคราชการอย่างแท้จริง ผู้ที่มีโอกาสเลื่อนขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานของรัฐควรจะเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอย่างดีด้วย นอกจากความรู้ความสามารถในการบริหารราชการในส่วนที่ต้องรับผิดชอบตามปกติ ในขณะเดียวกันในอดีตสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในภาคการศึกษาพื้นฐานจนได้ผลดีในระดับหนึ่งแล้ว แต่ส่วนที่ยังเป็นปัญหาและเคลื่อนตัวได้ช้ามาก คือสถาบันอุดมศึกษา เนื่องจากความเป็นระบบราชการของสถาบันศึกษา ความพยายามในการเชื่อมโยงความรู้เศรษฐศาสตร์กระแสหลักอันเป็นสากลที่มีพื้นฐานความคิดที่เชื่อว่ามนุษย์เป็นสัตว์เศรษฐกิจ ซึ่งต่างกับคำว่ามนุษย์ในความหมายทั่วไปที่แปลว่า “ผู้ที่มีใจงาม” ซึ่งเป็นความหมายเดียวกันกับที่นำมาใช้ในเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนั้นหน่วยราชการที่ทำหน้าที่กำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษา คือ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ก็เป็นหน่วยงานราชการ ซึ่งก็มีปัญหาในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงเช่นเดียวกับหน่วยราชการทั่วไป การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในภาคอุดมศึกษาจึงมีความสำคัญมากในแง่ของการสร้างความรู้ความเข้าใจและเผยแพร่ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ส่วนภาคธุรกิจนั้นถึงแม้จะขับเคลื่อนได้ดีในระดับหนึ่งแล้วแต่ก็ยังมีประเด็นที่จะต้องขับเคลื่อนต่อไปไม่ว่าการสร้างมาตรฐานเศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจ การทำให้ตลาดหุ้นยอมรับมาตรฐานเศรษฐกิจพอเพียงเป็นมาตรการสำคัญที่จะพิจารณาคำขอจากธุรกิจที่จะนำหุ้นของกิจการเข้ามาจำหน่ายในตลาดหุ้นเป็นต้น ทั้งนี้เพราะนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้นต่างประสงค์กำไรระยะสั้น จึงสร้างแรงกดดันให้ธุรกิจที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นมีพฤติกรรมเช่นนั้น จุดนี้ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขจะเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจที่มีการจดทะเบียนในตลาดหุ้น

ท้ายที่สุดคนส่วนใหญ่ยังมักกลัวคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีความเข้าใจว่าพอเพียงนั้นหมายถึงไม่ต้องการอะไรอีกซึ่งขัดกับสัญชาติญาณของความเป็นคน ในขณะที่บุคคลจำนวนมากรวมทั้งในแวดวงวิชาการให้ความสนใจความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness) ของภูฏานมากกว่า โดยไม่เข้าใจว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเป็นเพียงกระบวนการโดยมีผลผลิต คือ ความยั่งยืน (Sustainability) และมีผลลัพธ์คือความสมดุล ซึ่งหมายถึงความเป็นปกติ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่มีความสมดุลก็จะมีความเป็นปกติ ซึ่งหมายความว่าไม่มีความทุกข์ซึ่งถ้าไม่มีความทุกข์ก็คือมีความสุขนั่นเอง ดังนั้นผลลัพธ์ของเศรษฐกิจพอเพียงก็คือ ความสุข ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนปรารถนา และเมื่อแต่ละคนมีความสุขแล้วก็น่าจะทำให้สังคมมีความสุขมากขึ้นด้วยจากการสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น ดังนั้นถ้าหากคนส่วนใหญ่สร้างแต่ประโยชน์สุขสังคมก็จะมีแต่ความมั่นคง ดังนั้นความมั่นคงอันเกิดจากประโยชน์สุขจึงเป็นเป้าหมายสุดท้ายของเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยเหตุนี้เป้าหมายของเศรษฐกิจพอเพียงที่ประกอบด้วย ความยั่งยืน สมดุล และมั่นคง ก็คือความยั่งยืนที่ประกอบด้วยความสุขและประโยชน์สุขนั่นเอง จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องมีการศึกษาวิจัยและทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งกว่าที่ผ่านมา โดยการเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียงในลักษณะที่เป็นการวิเคราะห์เชิงระบบ เพราะถ้าอธิบายแบบสามห่วงสองเงื่อนไขจะไม่มีที่ใดเลยที่จะกล่าวถึงความสุขและประโยชน์สุข ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญในการอธิบายและให้ความหมายเศรษฐกิจพอเพียงในตัวของมันเอง

ในขณะที่ได้มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในภาคส่วนต่าง ๆ รวมทั้งภาคการศึกษาในระดับหนึ่งแล้วภาคการศาสนายังมิได้มีการขับเคลื่อนมากกว่าเท่าที่ควร การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในภาคประชาสังคมที่ครบถ้วนนั้นจะต้องประกอบด้วย บ้าน วัด และโรงเรียน ขณะที่บ้านและโรงเรียนได้มีการขับเคลื่อนในระดับหนึ่งแล้ว แต่การขับเคลื่อนในวัดจะมีน้อยมาก นอกจากนั้นการนำเอาศาสนธรรมของทุกศาสนานำมาเป็นแนวการปฏิบัติเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก ไม่ว่าจะเป็นพุทธ คริสต์ หรืออิสลาม แต่โดยที่ศาสนาคริสต์และอิสลามเน้นการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมออยู่แล้ว ถ้าหากวัดในพุทธศาสนาเน้นแต่คำสอนโดยมิได้มีการปฏิบัติหรือมิได้มีคำสอนและไม่มีการปฏิบัติ แต่มุ่งไปสู่การสร้างถาวรวัตถุหรือรูปเคารพบูชาแทนคำสอนก็จะยิ่งทำให้คำสอนผิดเพี้ยน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในภาคศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดในพระพุทธศาสนานอกจากจะช่วยเชื่อมต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในภาคประชาสังคม และภาคประชาชน ในรูปแบบบ้าน วัด โรงเรียน แล้วยังเป็นการฟื้นฟูพุทธศาสนาให้กลับมาสู่ในแนวทางพุทธธรรมหรือคำสอนของพระพุทธเจ้าอีกด้วย และการที่วัดกลับมาสอนพุทธธรรมดังที่ควรจะเป็น ก็จะทำให้ความเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียงของประชาชนชาวไทยที่เป็นชาวพุทธมีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น ในฐานะเป็นรากทางวัฒนธรรมของคนในชาติเป็นส่วนมาก

ยุทธศาสตร์ทั้งหมดถ้านำมาประกอบรวมกันเข้าแล้ว จะได้ภาพดังนี้คือถ้าหากการเมืองของประเทศไทยมีส่วนหนุนช่วยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ปัญหาอุปสรรคสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงจะลดลงไปมาก ภาคราชการก็หันมาขับเคลื่อนได้มากขึ้น การทำธุรกิจก็จะทำไปเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สุขมากกว่าหวังผลกำไร การเมืองในท้องถิ่นก็จะไม่เป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนกับภาคประชาสังคมและภาคประชาชน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในรูปแบบ บ้าน วัด โรงเรียนก็จะมีส่วนเสริมกันมากขึ้น ในขณะที่สถาบันอุดมศึกษาก็จะทำหน้าที่ผลิตความรู้และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงมากขึ้น สังคมทุกองคาพยพก็ขับเคลื่อนไปตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยประเทศไทยสามารถเป็นตัวอย่างของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงให้ได้ผลเช่นเดียวกับประเทศภูฏาน ซึ่งถึงแม้เป็นเพียงประเทศเล็กๆ ก็มีผู้สนใจที่จะศึกษากันมาก เนื่องจากจุดเน้นคือความสุขมากกว่าความ ‘พอเพียง’ ซึ่งเกิดความเข้าใจผิดหรือเข้าใจไขว้เขวกันมาก

ส่วนที่นอกเหนือจากยุทธศาสตร์นี้ก็อาจจะมีประเด็นอื่น ๆ ที่อาจจะยังไม่ครอบคลุมในข้อเสนอยุทธศาสตร์ดังกล่าวที่จะช่วยให้ยุทธศาสตร์มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

การพัฒนาประเทศตามแนวทางดังกล่าวด้วยการเสนอยุทธศาสตร์การวิจัยเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในสังคมไทยอย่างเป็นระบบ โดยนำเอาความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันกำหนดเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงในเชิงยุทธศาสตร์ แล้วจึงกำหนดเป็นงานวิจัยเพื่อรับใช้เป้าหมายในเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นในมิติต่างๆ อย่างรอบด้าน อันจะมีผลทำให้ปรับเปลี่ยนทัศนะคติของประชาชนในทุกระดับ องค์กรภาครัฐตั้งแต่ในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และส่วนกลาง องค์กรภาคประชาชนและประชาสังคม องค์กรทางศาสนา ตลอดจนองค์กรภาคธุรกิจ ไปจนถึงนโยบายการบริหารจัดการและพัฒนาประเทศโดยส่วนรวมด้วยในที่สุด